วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2558

บทความ เรื่องการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์

การป้องกันภัยคุกคามจากการใช้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์หรือโซเชียลเน็ต เวิร์ค คือหลีกเลี่ยงการใช้โปรแกรมหรือเครื่องมือช่วยเหลือประเภทบุคคลที่สามที่ ต้องการให้คุณป้อนชื่อบัญชีใช้งาน รหัสผ่าน หรือข้อมูลส่วนตัว
แนวปฏิบัติในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์
          สำหรับภัยคุกคามที่เกิดจากการใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์คอาจจำแนกจากเรื่อง หลักๆ 2 เรื่องคือ ความเสี่ยงเรื่องการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวในเว็บไซต์ประเภทโซเชียลเน็ตเวิร์ค เอง และจากการใช้งานเว็บไซต์ประเภทโซเชียลเน็ตเวิร์คของเจ้าของหรือเจ้าหน้าที่ ที่มีหน้าที่ดูแลเว็บไซต์โซเชียลเน็ตเวิร์คเหล่านั้น สำหรับเอกสารชิ้นนี้จะเน้นในเรื่องวิธีการที่จะช่วยลดปัญหาด้านความปลอดภัย ที่เกิดจากการใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์ค
อย่างไรก็ตามจะมีคำแนะนำ เช่น  นโยบายในการตั้งพาสเวิร์ดต่างๆ รวมถึงการเฝ้าระวังด้านการปลอดภัยจากโปรแกรมประสงค์ร้ายต่างๆอีกทางหนึ่ง ด้วย
ภัยคุกคามจากการใช้สื่อสังคมและเครือข่ายสังคมออนไลน์สามารถจำแนกได้ดังนี้
  1. ภัยคุกคามจากการติดต่อผ่านทางอีเมล เช่นการส่งอีเมลโดยการเลี่ยงระบบกรองเมล์ขององค์กร (by-pass enterprise mail filtering) ผ่านเว็บไซต์ประเภทโซเชียลเน็ตเวิร์ค
  2. การโพสข้อความแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ระบบโพสข้อความโดยการแทรกสคริปประสงค์ร้าย (ใช้เทคนิค cross-site scripting หรือ spear-phishing attacks)
  3. ภัยจากเพื่อนที่ประสงค์ร้าย โดยเฉพาะจากเพื่อนที่คุณยอมรับให้เป็นเพื่อนในเว็บไซต์โซเชียลเน็ตเวิร์ค เพราะคิดว่าเป็นเพื่อนจริงๆ ทั้งๆที่ผู้ประสงค์ร้ายอาจจะแก้ไขข้อมูลส่วนตัวเพื่อหลอกให้คุณรับเป็น เพื่อนก็เป็นได้ ซึ่งหลังจากที่เพื่อนประสงค์ร้ายคนนี้ได้เข้ามาอยู่ในกลุ่มเพื่อนของคุณแล้ว ก็จะโจมตีคุณด้วยข้อมูลที่ปลอมแปลงขึ้นมาเพื่อหลอกให้เราเปิดเผยข้อมูลส่วน ตัว ด้วยวิธีการต่างๆ เป็นต้น
  4. ภัยจากโปรแกรมประสงค์ร้ายต่างๆ
แนวปฏิบัติในการป้องกันภัยคุกคามจากการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ค
  1. สำหรับรหัสผ่านที่ใช้ในการล็อกอินเข้าสู่เว็บไซต์หรือระบบต่างๆ ควรเป็นรหัสผ่านที่คาดเดาได้ยาก สำหรับรหัสผ่านที่มั่นคงปลอดภัยควรมีความยาวไม่ต่ำกว่า 8 ตัวอักษร และประกอบไปด้วยตัวอักษรพิมพ์เล็ก พิมพ์ใหญ่ ตัวเลข และอักขระพิเศษ เช่น Sc69x%8K
  2. การตั้งคำถามที่ใช้ในกรณีกู้คืนบัญชีผู้ใช้งานหรือกู้คืนรหัสผ่าน (Forgot your password) ควรเลือกใช้ข้อมูลหรือคำถามที่เป็นส่วนบุคคลและเป็นข้อมูลที่ผู้อื่นคาดเดา ได้ยากเพื่อป้องกันการสุ่มคำถามจากผู้ประสงค์ร้าย
  3. ไม่ควรบันทึกรหัสผ่านไว้ในที่ซึ่งง่ายต่อการสังเกตเห็นของบุคคลอื่น เช่นจดรหัสผ่านวางไว้บนโต๊ะ หรือเขียนโน๊ตติดไว้ในที่ๆบุคคลอื่นสามารถเห็นได้โดยง่าย
  4. ไม่ควรกำหนดค่าให้เว็บเบราว์เซอร์ช่วยจำรหัสผ่านที่ใช้ในการเข้าถึงเว็บไซต์ (Remember your password) เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะถูกผู้ประสงค์ร้ายขโมยบัญชีผู้ใช้งานหรือแกะรอย รหัสผ่านจากเครื่องคอมพิวเตอร์นั้น ๆ
  5. ไม่ควรใช้ระบบอีเมลของเว็บไซต์ประเภทโซเชียลเน็ตเวิร์ค หากจำเป็นต้องใช้จะต้องระมัดระวังในการคลิกลิงค์ที่น่าสงสัย โดยเฉพาะอีเมลแจ้งเตือนจากเว็บไซต์ต่างๆในลักษณะเชื้อเชิญให้คลิกลิงค์ที่ แนบมาในอีเมล ผู้ใช้งานควรสงสัยว่าลิงค์ดังกล่าวเป็นลิงค์ที่ไม่ปลอดภัย (ลิงค์ที่ถูกสร้างมาเพื่อใช้ขโมยข้อมูลส่วนบุคคล ด้วยการนำไปสู่เว็บไซต์ที่ดูน่าเชื่อถือที่ผู้ประสงค์ร้ายสร้างไว้เพื่อให้ ผู้ใช้งานกรอกข้อมูลส่วนตัว เช่น รหัสผ่าน เป็นต้น)
  6. ใช้กระบวนการยืนยันตัวตน (Authentication) แบบ Two-factor Authentication ซึ่งเป็นวิธีการที่มีความปลอดภัยสูงกว่าการเข้าสู่เว็บไซต์ด้วยการล็อกอิน โดยใช้รหัสผ่านเพียงอย่างเดียว ซึ่งกระบวนการยืนยันตัวตนดังกล่าวจะใช้การยืนยันตัวตนด้วยรหัสผ่านร่วมกับ วิธีการยืนยันตัวตนแบบอื่นๆเช่น การยืนยันรหัสผ่านชั่วคราวที่ได้จาก SMS หลังจากการล็อกอินขั้นแรกแล้ว โดยปัจจุบันเว็บไซต์ที่ให้บริการสื่อและเครือข่ายสังคมที่รองรับกระบวนการ ดังกล่าวได้แก่ facebook
  7. ไม่ควรเปิดเผยรหัสผ่านให้แก่บุคคลอื่น เพื่อลดความเสี่ยงต่อการถูกขโมยรหัสผ่านจากบุคคลที่สาม
  8. เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงในการประสบภัยคุกคาม ควรปิดการใช้งานระบบโพสข้อความสาธารณะทุกๆส่วนของเว็บไซต์ประเภทโซเชียลเน็ต เวิร์ค หากจำเป็นต้องใช้งานควรปรับค่าให้มีการตรวจสอบข้อความก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงโอกาสแพร่กระจายลิงค์ที่ไม่ปลอดภัยจากผู้ประสงค์ร้าย ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคนิคที่ใช้ในการโจมตีประเภท spear-phishing
  9. ก่อนจะรับเพื่อนเข้ากลุ่มในเว็บไซต์ประเภทโซเชียลเน็ตเวิร์คควรแน่ใจว่า ข้อมูลส่วนตัวของเพื่อนคนนั้น เช่น รูปถ่ายและประวัติส่วนตัวไม่ถูกแก้ไขเพื่อปลอมแปลงตัวตนจากผู้ประสงค์ร้าย ที่หวังแอบอ้างเพื่อโจมเหยื่อเป้าหมาย
  10. ไม่เผยแพร่ข้อมูลสำคัญ ไม่ว่าข้อมูลส่วนบุคคลของตนเอง ผู้อื่น และขององค์กรในเว็บไซต์บริการสื่อและเครือข่ายสังคมออนไลน์
  11. พึง ระลึกไว้เสมอว่าข้อมูลต่างๆ ที่ผู้ใช้งานเผยแพร่ไว้บนบริการสื่อและเครื่อข่ายสังคมออนไลน์นั้น คงอยู่ถาวร และผู้อื่นอาจเข้าถึงและเผยแพร่ข้อมูลเหล่านั้นได้
  12. ไม่ควรใช้บริการสื่อและเครือข่ายสังคมออนไลน์ในการเผยแพร่ข้อความหรือข้อมูล ที่ไม่เหมาะสมต่างๆ ซึ่งมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้อื่นโดยไม่เป็นธรรม
  13. ควรมีนโยบายในการรับเพื่อนเข้ากลุ่มที่ชัดเจน และควรประกาศข้อความปฏิเสธความรับผิดชอบที่เกี่ยวกับเนื้อหาหรือข้อความแสดง ความคิดเห็นซึ่งถูกโพสจากเพื่อนในกลุ่มที่อาจปรากฏในเว็บไซต์ประเภทโซเชีย ลเน็ตเวิร์คของคุณ
  14. หลีกเลี่ยงการลงโปรแกรมเสริมจากผู้พัฒนาอื่น (3rd Party Application) ที่ไม่ผ่านการรับประกันจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ประเภทโซเชียลเน็ตเวิร์ค เพราะไม่มีใครรับประกันได้ว่าโปรแกรมเหล่านั้นจะไม่ได้ถูกฝังโค๊ดประสงค์ ร้ายไว้เพื่อใช้ขโมยข้อมูลส่วนตัวจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของเหยื่อเป้าหมาย
  15. ติดตั้งซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส และอัพเดทฐานข้อมูลไวรัสของโปรแกรมอยู่เสมอ และควรหลีกเลี่ยงการใช้โปรแกรมที่ละเมิดลิขสิทธิ์เพราะอาจจะมีโปรแกรม ประสงค์ร้ายแฝงตัวอยู่ภายในเพื่อลักลอบ ปลอมแปลง หรือขโมยข้อมูลสำคัญของผู้ใช้งานได้

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)  “แนวปฏิบัติในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์  ,” 12 กันยายน 2555 < http://www.etda.or.th/etda_website/ mains/display/1191 > 24 เมษายน 2556.

 แบบฝึกหัด

บทที่1 (กิจกรรม1)                                                                                                  กลุ่มเรียนที่ 1

รายวิชา กาารจัดการสารสนเทศยุคใหม่ในชีวิตประจำวัน                                     รหัสวิชา 0026008
ชื่อ-สกุล  นายศราวุฒิ  ปิ่นละออ                                                                           รหัส53010610145


จงเติมในช่องว่างว่าข้อใดเป็นข้อมูล หรือสารสนเทศ


1.ข้อมูลหมายถึง  ข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ เช่น คน สัตว์  สิ่งของสถานที่ฯลฯ โดยอยู่ในรูปแบบที่ เหมาะสมต่อการสื่อสาร การแปลความหมายและการประมวลผล    ซึ่งข้อมูลอาจจะได้มาจากการสังเกต การรวบรวม การวัด ข้อมูลเป็นได้ทั้งข้อมูลตัวเลขหรือสัญลักษณ์ใด ๆ ที่สำคัญจะต้องมีความเป็นจริงและต่อเนื่องตัวอย่างของข้อมูล เช่น คะแนนสอบ ชือนักเรียน  เพศ  อายุ เป็นต้น 


2.ข้อมูลปฐมภูมิคือ สารสนเทศที่ได้มาจากต้นแหล่งโดยตรง เป็นสารสนเทศทางวิชาการ ผลของการศึกษาค้นคว้า วิจัย รายงาน การค้นพบทฤษฎีใหม่ๆ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม ซึ่งนำไปสู่การยอมรับเป็นทฤษฎีใหม่ที่เชื่อถือได้ สารสนเทศประเภทนี้มักจะถูกถ่ายทอดออกมาในลักษณะสิ่งพิมพ์ และการถ่ายทอดสื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ 
ยกตัวอย่างประกอบ การถ่ายทอดทางสิ่งพิมพ์วารสาร รายงานการวิจัย รายงานการประชุมและสัมมนา วิชาการ และการถ่ายทอดสื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น วารสารอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

3.ข้อมูลทุติยภูมิคือ  เป็นแหล่งของข้อมูลที่ได้จากรายงาน หรือถ่ายทอดมาจากข้อมูลชั้นต้น หรือนำข้อมูลปฐมภูมิมาสังเคราะห์และเรียบเรียงขึ้นใหม่ เพื่อเสนอข้อคิดหรือแนวโน้มบางประการ ด้วยเหตุนี้ข้อมูลหรือหลักฐานนั้นจึงถูกรายงานโดยผู้ที่ไม่ได้มีส่วนร่วมหรือเป็นพยานในเหตุการณ์นั้น ผู้เขียนจะรายงานหรือถ่ายทอดในสิ่งที่ผู้อยู่ในเหตุการณ์พูด หรือเขียน หรือถ่ายทอดในลักษณะต่าง ๆ ไว้ หรืออาจจะถ่ายทอดมาหลายทอดก็ได้  การนำมาใช้ในการวิจัยจึงต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษ นอกจากนั้น ข้อมูลที่ได้อาจไม่ทันสมัย ดังนั้นในการค้นหาข้อมูลทุติยภูมิจึงต้องเลือกค้นหาข้อมูลที่เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ ส่วนข้อดีของข้อมูลทุติยภูมิคือ ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการค้นหาข้อมูล
ยกตัวอย่างประกอบ  หนังสือทั่วไป หนังสือตำรา หนังสือคู่มือการทำงาน รายงานความก้าวหน้าทางวิทยาการ บทคัดย่องานวิจัย บทวิจารณ์หนังสือ วารสารสาระสังเขป เป็นต้น

4.สารสนเทศหมายถึง  สารสนเทศ หมายถึง ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ หรืออาจกล่าวได้ว่า สารสนเทศ เกิดจากการนำข้อมูล ผ่านระบบการประมวลผล คำนวณ วิเคราะห์และแปลความหมายเป็นข้อความที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ 

5.จงอธิบายประเภทของสารสนเทศ  การจำแนกประเภทสารสนเทศได้มีการจำแนกออกเป็น  ตามแหล่งสารสนเทศและตามสื่อที่จัดเก็บดังนี้ คือ 
        1.สารสนเทศจำแนกตามแหล่งสารสนเทศ เป็นการจำแนกสารสนเทศตามการรวบรวมหรือจักทำกับสารสนเทศ  จำแนกได้ดังนี้
                       1.1แหล่งปฐมภูมิ (Primary Source)
                       1.2แหล่งทุติยภูมิ (Secondary Source)
                       1.3แหล่งตติยภูมิ (Tertiary Source)
        2.สารสนเทศตามแล่งที่จัดเก็บ เป็นการจำแนกสารสนเทศตามชนิดของสื่อที่ใช้ในการบันทึกข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ ได้แก่ กระดาษ วัสดุย่อส่วน สื่ออิเล็กทรอนิกส์ และสื่อแสง

6.ข้อเท็จจริงของสิ่งต่างๆที่อาจเป็นตัวเลขข้อความรูปภาพเสียงคือ    ข้อมูล

7.ข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลเป็น ข้อมูลสนเทศหรือสารสนเทศ (Information)

8.ส่วนสูงของเพื่อนที่ถามจากเพื่อนเป็น ฐานข้อมูลออนไลน์

9.ผลของการลงทะเบียนเรียนเป็น      ฐานข้อมูลออนไลน์

10.กราฟแสดงจำนวนนิสิตในห้องเรียนวิชาวิชาการจักการสารสนเทศยุคใหม่ในชีวิตประจำวัน Sectionวันอังคารเป็น ข้อมูลเชิงปริมาณ   


ที่มา:เอกสารประกอบการเรียน

มอค.3 การจัดการสารสนเทศยุคใหม่ในชีวิตประจำวัน

รายละเอียดของรายวิชา


ชื่อสถาบันอุดมศึกษา
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
วิทยาเขต/คณะ/ภาควิชา
สำนักศึกษาทั่วไป

หมวดที่ 1 ข้อมูลโดยทั่วไป
1. รหัสและชื่อรายวิชา
0026 008   การจัดการสารสนเทศยุคใหม่ในชีวิตประจำวัน
                        New Age Information Management in Daily-life
2. จำนวนหนวยกิต     
2  หน่วยกิต  (2-0-4)
3. หลักสูตรและประเภทของรายวิชา
ศึกษาทั่วไป และเป็นวิชาศึกษาทั่วไปเลือก  กลุ่มสหศาสตร์
4. อาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชาและอาจารย์ผู้สอน
คณาจารย์ 
5. ภาคการศึกษา / ชั้นปีที่เรียน
ภาคการศึกษาที่  1-3 / ชั้นปีที่  1-2
6. รายวิชาที่ต้องเรียนมาก่อน  (Pre-requisite)  (ถามี)
ไม่มี
7. รายวิชาที่ต้องเรียนพรอมกัน  (Co-requisites)  (ถามี)
ไม่มี
8. สถานที่เรียน
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
9. วันที่จัดทำหรือปรับปรุงรายละเอียดของรายวิชาครั้งล่าสุด
มกราคม  2558











หมวดที่ 2 จุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์
1. จุดมุ่งหมายของรายวิชา
1.1  เพื่อให้นิสิตมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลและสารสนเทศ
1.2 เพื่อให้นิสิตมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของสารสนเทศกับสังคม
1.3  เพื่อให้นิสิตสามารถนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการจัดการสารสนเทศ
1.4  เพื่อให้นิสิตตระหนักถึงการใช้สารสนเทศอย่างมีจริยธรรมและถูกกฎหมาย
2. วัตถุประสงค์ในการพัฒนา/ปรับปรุงรายวิชา
2.1  เพื่อให้นิสิตมีพื้นฐานความรู้ที่เป็นรูปธรรมในการจัดการสารสนเทศได้ด้วยตนเอง
2.2  เพื่อให้นิสิตสามารถประยุกต์ความรู้ในวิชานี้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน

หมวดที่ 3 ลักษณะและการดำเนินการ
1. คำอธิบายรายวิชา
แนวคิดและแนวโน้มเกี่ยวกับข้อมูลและสารสนเทศยุคใหม่  บทบาทของสารสนเทศกับสังคม การประยุกต์สารสนเทศที่มีประโยชน์กับชีวิตและสังคม  การรู้สารสนเทศ  กระบวนการจัดการสารสนเทศ
ยุคใหม่ ความปลอดภัยของสารสนเทศ การใช้สารสนเทศตามกฎหมายและจริยธรรม
Concepts and trends of new age data and information, roles of information in society, application of information beneficial to daily-life and society, information literacy, new age information management process, information security, information usage conforming to laws and ethics
2.  จำนวนชั่วโมงที่ใช้ต่อภาคการศึกษา
บรรยาย
สอนเสริม
การฝึกปฏิบัติ/งาน
ภาคสนาม/การฝึกงาน
การศึกษาด้วยตนเอง

บรรยาย 30 ชั่วโมง
ต่อ ภาคการศึกษา

สอนเสริมตามความต้องการของอาจารย์และนักศึกษา
มีการฝึกปฏิบัติ
การศึกษาด้วยตนเอง 4
ชั่วโมงต่อสัปดาห์
3. จำนวนชั่วโมงต่อสัปดาห์ที่อาจารย์ให้คำปรึกษาและแนะนำทางวิชาการแก่นักศึกษาเป็นรายบุคคล
อาจารย์ประจำวิชาจัดเวลาให้คำปรึกษาเป็นรายบุคคล หรือ รายกลุ่มตามความต้องการ
1 ชั่วโมง ต่อสัปดาห์ (เฉพาะรายที่ต้องการ) โดยติดป้ายประกาศหน้าโต๊ะทำงาน  (OH)








หมวดที่ 4 การพัฒนาการเรียนรู้ของนักศึกษา
1. คุณธรรม จริยธรรม
1.1 คุณธรรม จริยธรรมที่ต้องพัฒนา
พัฒนาให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบ มีวินัย เคารพกฎระเบียบ เคารพในสิทธิส่วนบุคคล และไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น มีความซื่อสัตย์ในการทำรายงาน  การเข้าชั้นเรียน
1.2 วิธีการสอน
1.2.1  บรรยายเนื้อหาในแต่ละบท
1.2.2  ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองในเครือข่ายมหาวิทยาลัยมหาสารคาม
1.2.3  สอดแทรกคุณธรรม  จริยธรรมที่เกี่ยวข้องโดยการพูดคุยกับนิสิต  เช่น  ความรับผิดชอบต่องาน  วินัย  จรรยาบรรณ  ความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่  ความถ่อมตน  การเข้าเรียนตรงเวลา  การรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น และความมีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมงานและครูอาจารย์
1.3 วิธีการประเมินผล
1.3.1  การส่งงานที่ได้รับมอบหมาย เช่น  ไม่ลอกงานเพื่อน
1.3.2  สังเกตพฤติกรรมต่างๆ ของนิสิตที่เกิดขึ้นระหว่างการเรียนการสอน  เช่น ไม่เข้าเรียนสาย  ไม่คุยกันในระหว่างบรรยาย
1.3.3  ประเมินจริยธรรม การเข้าชั้นเรียน
2. ความรู้
2.1 ความรู้ที่ต้องได้รับ
2.1.1  ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกับสารสนเทศ
2.1.2  บทบาทสารสนเทศกับสังคม
2.1.3  การรู้สารสนเทศ
2.1.4  เทคโนโลยีสารสนเทศในชีวิตประจำวัน
2.1.5  การจัดการสารสนเทศ
2.1.6  การประยุกต์ใช้สารสนเทศ
2.1.7  ความปลอดภัยของสารสนเทศ
2.1.8  การใช้สารสนเทศตามกฎหมายและจริยธรรม
2.2 วิธีการสอน
บรรยาย อภิปราย  การทำงานกลุ่ม  การเสนอรายงานและมอบหมายงานให้ไปค้นคว้าข้อมูลโดยนำเสนอในแบบรายงานกิจกรรมแต่ละบท  โดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
2.3 วิธีการประเมินผล
สอบกลางภาค สอบปลายภาค
3. ทักษะทางปัญญา
3.1 ทักษะทางปัญญาที่ต้องพัฒนา
ความสามารถทางความคิด  วิเคราะห์  สังเคราะห์ และการใช้เทคโนโลยีในการจัดการสารสนเทศอย่างถูกต้องเหมาะสม เพื่อสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในรายวิชาอื่นๆ ตลอดจนการเรียนรู้ตลอดชีวิต
3.2 วิธีการสอน
3.2.1  บรรยายจากอาจารย์ผู้สอนประจำกลุ่ม
3.2.2  การมอบหมายให้นิสิตอ่านบทความ เพื่อวิเคราะห์และนำเสนอในรูปรายงานเป็นรายบุคคลและกลุ่ม
3.2.3  การพูดคุยแสดงความคิดเห็นระหว่างนิสิตกับเพื่อนในห้องเรียน  นิสิตกับอาจารย์ เพื่อให้เกิดทักษะทางความคิด วิเคราะห์ และเป็นการสร้างให้นิสิตมีความกล้าแสดงออกทางความคิด
3.3 วิธีการประเมินผล
3.3.1  สอบกลางภาคและปลายภาค โดยข้อสอบมีการวิเคราะห์แนวคิด
3.3.2  วัดผลจากรายงานกิจกรรมรายบุคคลและรายงานกลุ่ม
4. ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ
4.1 ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบที่ต้องพัฒนา
4.1.1  พัฒนาทักษะการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนในแต่ละกลุ่ม
4.1.2  พัฒนาทักษะความรับผิดชอบต่อส่วนรวม
4.1.3  พัฒนาทักษะความรับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย ส่งงานครบและตรงเวลา
4.1.4  พัฒนาทักษะการมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีและมีความเข้าใจตนเองและผู้อื่น
4.2 วิธีการสอน
4.2.1  ให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อซักถามระหว่างผู้เรียนและผู้สอน
4.2.2  จัดกิจกรรมกลุ่มในการวิเคราะห์กรณีศึกษา
4.2.3  กำหนดเวลาในการส่งงานที่มอบหมายให้ชัดเจน
4.3 วิธีการประเมินผล
4.3.1  ประเมินจากรายงานที่ได้รับมอบหมาย
4.3.2  ประเมินจากรายงานการศึกษา พฤติกรรมการทำงานในกลุ่ม
5. ทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
5.1 ทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ต้องพัฒนา
5.1.1  ทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยในการทำงานส่งอาจารย์
5.1.2  ทักษะการสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต เช่น การค้นงานทางอินเทอร์เน็ต
5.2 วิธีการสอน
5.2.1  ใช้  Power  Point  ประกอบการบรรยาย เพื่อให้น่าสนใจ  ชัดเจน  ง่ายต่อการติดตามทำความเข้าใจประกอบการสอนในชั้นเรียน
5.2.2  การสอนโดยการนำเสนอข้อมูลจากการค้นคว้าด้วยตนเอง  เพื่อเป็นตัวอย่างกระตุ้นให้นิสิตเห็นประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยีในการจัดการสารสนเทศ เช่น การใช้เครือข่ายทางสังคม  (Social  Network)  อาทิ  face book,  You tube, Blog เป็นต้น
5.2.3  ยกตัวอย่างกรณีศึกษา  สาธิตและใช้เทคโนโลยีในการจัดการสารสนเทศ  โดยใช้เครือข่ายทางสังคม  (Social  Network)
5.3 วิธีการประเมินผล
5.3.1  ประเมินจากการนำเสนอผลการค้นคว้าด้วยตนเอง และการใช้เทคโนโลยีในการจัดการสารสนเทศ โดยใช้เครือข่ายทางสังคม  (Social  Network)
5.3.2  การมีส่วนร่วมและแสดงความคิดเห็นในชั้นเรียน


หมวดที่ 5 แผนการสอนและการประเมินผล
1. แผนการสอน
สัปดาห์ที่
หัวข้อ/รายละเอียด

จำนวน
ชั่วโมง
กิจกรรมการเรียนการสอน
สื่อที่ใช้
ผู้สอน

บรรยาย
ปฏิบัติการ
ศึกษาด้วยตนเอง
1
แนะนำรายวิชาและความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสารสนเทศ
- ความหมาย  ความสำคัญ ประเภทของสารสนเทศ
- วัฎจักรและคุณสมบัติของสนเทศ
- ทรัพยากรสารสนเทศและแหล่งสารสนเทศ
1


บรรยาย
สื่อประสม
คณาจารย์
2-3
บทบาทสารสนเทศกับสังคม
- บทบาทสารสนเทศต่อตัวบุคคล
- บทบาทสารสนเทศด้านการศึกษา
- บทบาทสารสนเทศด้านสังคม
- บทบาทสารสนเทศด้านเศรษฐกิจ
- บทบาทสารสนเทศด้านวัฒนธรรม
2


บรรยาย
กรณีตัวอย่างสื่อประสม



สัปดาห์ที่
หัวข้อ/รายละเอียด

จำนวน
ชั่วโมง
กิจกรรมการเรียนการสอน
สื่อที่ใช้
ผู้สอน

บรรยาย
ปฏิบัติการ
ศึกษาด้วยตนเอง
4
การรู้สารสนเทศ
- สังคมความรู้
- ความหมาย ความสำคัญของการรู้สารสนเทศ
- มาตรฐานของการรู้สารสนเทศ
1


บรรยาย
สื่อประสม

5-6
เทคโนโลยีสารสนเทศในชีวิตประจำวัน
- เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
- เทคโนโลยีโทรคมนาคม
2


บรรยาย
สื่อประสม

7-8
การจัดการสารสนเทศ
- ความหมายและความสำคัญของการจัดการสารสนเทศ
- กระบวนการของการจัดการสารสนเทศ การจัดเก็บ การประมวลผลการสืบค้น
- การจัดการสารสนเทศในรูปแบบต่างๆ ในระบบสารสนเทศ
2


บรรยาย
สื่อประสม

9
สอบกลางภาค










สัปดาห์ที่
หัวข้อ/รายละเอียด

จำนวน
ชั่วโมง
กิจกรรมการเรียนการสอน
สื่อที่ใช้
ผู้สอน

บรรยาย
ปฏิบัติการ
ศึกษาด้วยตนเอง
10-13
การประยุกต์ใช้สารสนเทศ
- การประยุกต์ใช้สารสนเทศในการบริหารงานด้านการวางแผน ด้านการตัดสินใจ
- การใช้สังคมออนไลน์
- การสืบค้นสารสนเทศทางอินเทอร์เน็ต
- การใช้ระบบสารสนเทศในชีวิตประจำวัน
4


บรรยาย
สื่อประสม
ตรวจงานทางสื่อออนไลน์

14
ความปลอดภัยของสารสนเทศ
- การรักษาความปลอดภัยของระบบคอมพิวเตอร์
1


บรรยาย
สื่อประสม











สัปดาห์ที่
หัวข้อ/รายละเอียด

จำนวน
ชั่วโมง
กิจกรรมการเรียนการสอน
สื่อที่ใช้
ผู้สอน

บรรยาย
ปฏิบัติการ
ศึกษาด้วยตนเอง
15
การใช้สารสนเทศตามกฎหมายและจริยธรรม
- จริยธรรมในการใช้สารสนเทศ
- กฎหมายลิขสิทธิ์
- พ.ร.บ. ว่าด้วยการรับรู้ข้อมูลข่าวสารราชการ
- พ.ร.บ. การกระทำผิดต่อระบบคอมพิวเตอร์
1


บรรยาย
สื่อประสม

16
สอบปลายภาค







2 แผนการประเมินผลการเรียนรู้
กิจกรรม
ผลการเรียนรู้
วิธีการประเมิน
สัปดาห์ที่
ประเมิน
สัดส่วนของการ
ประเมินผล
1

การส่งงาน Blogs
1-15
30%
2

สอบกลางภาค
8
30%
3

สอบปลายภาค
16
30%
 4
คุณธรรม จริยธรรมและการอ้างอิง
16
 10%
      2.2 การประเมินผล
ช่วงเกรด
เกรด
80-100
A
75-79
B+
70-74
B
65-69
C+
60-64
C
55-59
D+
50-54
D
0-49
F

หมวดที่ 6 ทรัพยากรประกอบการเรียนการสอน
1. ตำราและเอกสารหลักที่ใช้ในการเรียนการสอน
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 0026 008  การจัดการสารสนเทศยุคใหม่ในชีวิตประจำวัน
2. เอกสารและข้อมูลสำคัญที่นิสิตจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติม
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
3. เอกสารและข้อมูลแนะนำที่นิสิตควรศึกษาเพิ่มเติม
เวบไซต์ที่เกี่ยวกับหัวข้อในประมวลรายวิชา


หมวดที่ 7 การประเมินและปรับปรุงการดำเนินการของรายวิชา
1. กลยุทธ์การประเมินประสิทธิผลของรายวิชาโดยนักศึกษา
- การสนทนากลุ่มระหว่างผู้สอนและผู้เรียน
- แบบประเมินผู้สอน และแบบประเมินรายวิชา
2. กลยุทธ์การประเมินการสอน
- ผลตอบรับ การให้ความสนใจในชั้นเรียนจากผู้เรียน
- ผลการเรียนของผู้เรียน
- การสังเกตการณ์สอนของอาจารย์ผู้ร่วมสอน
3. การปรับปรุงการสอน
- การสนทนากลุ่มระหว่างอาจารย์ผู้ร่วมสอนเรื่องการจัดการเรียนการสอน
4. การทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาในรายวิชา
- การทวนสอบการให้คะแนนจากการสุ่มตรวจผลงานของนักศึกษาโดยอาจารย์อื่น หรือผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ไม่ใช่อาจารย์ประจำหลักสูตร
- มีการตั้งคณะกรรมการในสาขาวิชา ตรวจสอบผลการประเมินการเรียนรู้ของนักศึกษา
5. การดำเนินการทบทวนและการวางแผนปรับปรุงประสิทธิผลของรายวิชา
- ดำเนินการวิเคราะห์ศักยภาพของผู้เรียนและเข้าใจผู้เรียนเป็นรายบุคคล
-ปรับปรุงรายวิชาทุก 3 ปี หรือตามข้อเสนอแนะตามผลการทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ในรายวิชา