วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2558

บทความ เรื่องการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์

การป้องกันภัยคุกคามจากการใช้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์หรือโซเชียลเน็ต เวิร์ค คือหลีกเลี่ยงการใช้โปรแกรมหรือเครื่องมือช่วยเหลือประเภทบุคคลที่สามที่ ต้องการให้คุณป้อนชื่อบัญชีใช้งาน รหัสผ่าน หรือข้อมูลส่วนตัว
แนวปฏิบัติในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์
          สำหรับภัยคุกคามที่เกิดจากการใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์คอาจจำแนกจากเรื่อง หลักๆ 2 เรื่องคือ ความเสี่ยงเรื่องการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวในเว็บไซต์ประเภทโซเชียลเน็ตเวิร์ค เอง และจากการใช้งานเว็บไซต์ประเภทโซเชียลเน็ตเวิร์คของเจ้าของหรือเจ้าหน้าที่ ที่มีหน้าที่ดูแลเว็บไซต์โซเชียลเน็ตเวิร์คเหล่านั้น สำหรับเอกสารชิ้นนี้จะเน้นในเรื่องวิธีการที่จะช่วยลดปัญหาด้านความปลอดภัย ที่เกิดจากการใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์ค
อย่างไรก็ตามจะมีคำแนะนำ เช่น  นโยบายในการตั้งพาสเวิร์ดต่างๆ รวมถึงการเฝ้าระวังด้านการปลอดภัยจากโปรแกรมประสงค์ร้ายต่างๆอีกทางหนึ่ง ด้วย
ภัยคุกคามจากการใช้สื่อสังคมและเครือข่ายสังคมออนไลน์สามารถจำแนกได้ดังนี้
  1. ภัยคุกคามจากการติดต่อผ่านทางอีเมล เช่นการส่งอีเมลโดยการเลี่ยงระบบกรองเมล์ขององค์กร (by-pass enterprise mail filtering) ผ่านเว็บไซต์ประเภทโซเชียลเน็ตเวิร์ค
  2. การโพสข้อความแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ระบบโพสข้อความโดยการแทรกสคริปประสงค์ร้าย (ใช้เทคนิค cross-site scripting หรือ spear-phishing attacks)
  3. ภัยจากเพื่อนที่ประสงค์ร้าย โดยเฉพาะจากเพื่อนที่คุณยอมรับให้เป็นเพื่อนในเว็บไซต์โซเชียลเน็ตเวิร์ค เพราะคิดว่าเป็นเพื่อนจริงๆ ทั้งๆที่ผู้ประสงค์ร้ายอาจจะแก้ไขข้อมูลส่วนตัวเพื่อหลอกให้คุณรับเป็น เพื่อนก็เป็นได้ ซึ่งหลังจากที่เพื่อนประสงค์ร้ายคนนี้ได้เข้ามาอยู่ในกลุ่มเพื่อนของคุณแล้ว ก็จะโจมตีคุณด้วยข้อมูลที่ปลอมแปลงขึ้นมาเพื่อหลอกให้เราเปิดเผยข้อมูลส่วน ตัว ด้วยวิธีการต่างๆ เป็นต้น
  4. ภัยจากโปรแกรมประสงค์ร้ายต่างๆ
แนวปฏิบัติในการป้องกันภัยคุกคามจากการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ค
  1. สำหรับรหัสผ่านที่ใช้ในการล็อกอินเข้าสู่เว็บไซต์หรือระบบต่างๆ ควรเป็นรหัสผ่านที่คาดเดาได้ยาก สำหรับรหัสผ่านที่มั่นคงปลอดภัยควรมีความยาวไม่ต่ำกว่า 8 ตัวอักษร และประกอบไปด้วยตัวอักษรพิมพ์เล็ก พิมพ์ใหญ่ ตัวเลข และอักขระพิเศษ เช่น Sc69x%8K
  2. การตั้งคำถามที่ใช้ในกรณีกู้คืนบัญชีผู้ใช้งานหรือกู้คืนรหัสผ่าน (Forgot your password) ควรเลือกใช้ข้อมูลหรือคำถามที่เป็นส่วนบุคคลและเป็นข้อมูลที่ผู้อื่นคาดเดา ได้ยากเพื่อป้องกันการสุ่มคำถามจากผู้ประสงค์ร้าย
  3. ไม่ควรบันทึกรหัสผ่านไว้ในที่ซึ่งง่ายต่อการสังเกตเห็นของบุคคลอื่น เช่นจดรหัสผ่านวางไว้บนโต๊ะ หรือเขียนโน๊ตติดไว้ในที่ๆบุคคลอื่นสามารถเห็นได้โดยง่าย
  4. ไม่ควรกำหนดค่าให้เว็บเบราว์เซอร์ช่วยจำรหัสผ่านที่ใช้ในการเข้าถึงเว็บไซต์ (Remember your password) เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะถูกผู้ประสงค์ร้ายขโมยบัญชีผู้ใช้งานหรือแกะรอย รหัสผ่านจากเครื่องคอมพิวเตอร์นั้น ๆ
  5. ไม่ควรใช้ระบบอีเมลของเว็บไซต์ประเภทโซเชียลเน็ตเวิร์ค หากจำเป็นต้องใช้จะต้องระมัดระวังในการคลิกลิงค์ที่น่าสงสัย โดยเฉพาะอีเมลแจ้งเตือนจากเว็บไซต์ต่างๆในลักษณะเชื้อเชิญให้คลิกลิงค์ที่ แนบมาในอีเมล ผู้ใช้งานควรสงสัยว่าลิงค์ดังกล่าวเป็นลิงค์ที่ไม่ปลอดภัย (ลิงค์ที่ถูกสร้างมาเพื่อใช้ขโมยข้อมูลส่วนบุคคล ด้วยการนำไปสู่เว็บไซต์ที่ดูน่าเชื่อถือที่ผู้ประสงค์ร้ายสร้างไว้เพื่อให้ ผู้ใช้งานกรอกข้อมูลส่วนตัว เช่น รหัสผ่าน เป็นต้น)
  6. ใช้กระบวนการยืนยันตัวตน (Authentication) แบบ Two-factor Authentication ซึ่งเป็นวิธีการที่มีความปลอดภัยสูงกว่าการเข้าสู่เว็บไซต์ด้วยการล็อกอิน โดยใช้รหัสผ่านเพียงอย่างเดียว ซึ่งกระบวนการยืนยันตัวตนดังกล่าวจะใช้การยืนยันตัวตนด้วยรหัสผ่านร่วมกับ วิธีการยืนยันตัวตนแบบอื่นๆเช่น การยืนยันรหัสผ่านชั่วคราวที่ได้จาก SMS หลังจากการล็อกอินขั้นแรกแล้ว โดยปัจจุบันเว็บไซต์ที่ให้บริการสื่อและเครือข่ายสังคมที่รองรับกระบวนการ ดังกล่าวได้แก่ facebook
  7. ไม่ควรเปิดเผยรหัสผ่านให้แก่บุคคลอื่น เพื่อลดความเสี่ยงต่อการถูกขโมยรหัสผ่านจากบุคคลที่สาม
  8. เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงในการประสบภัยคุกคาม ควรปิดการใช้งานระบบโพสข้อความสาธารณะทุกๆส่วนของเว็บไซต์ประเภทโซเชียลเน็ต เวิร์ค หากจำเป็นต้องใช้งานควรปรับค่าให้มีการตรวจสอบข้อความก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงโอกาสแพร่กระจายลิงค์ที่ไม่ปลอดภัยจากผู้ประสงค์ร้าย ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคนิคที่ใช้ในการโจมตีประเภท spear-phishing
  9. ก่อนจะรับเพื่อนเข้ากลุ่มในเว็บไซต์ประเภทโซเชียลเน็ตเวิร์คควรแน่ใจว่า ข้อมูลส่วนตัวของเพื่อนคนนั้น เช่น รูปถ่ายและประวัติส่วนตัวไม่ถูกแก้ไขเพื่อปลอมแปลงตัวตนจากผู้ประสงค์ร้าย ที่หวังแอบอ้างเพื่อโจมเหยื่อเป้าหมาย
  10. ไม่เผยแพร่ข้อมูลสำคัญ ไม่ว่าข้อมูลส่วนบุคคลของตนเอง ผู้อื่น และขององค์กรในเว็บไซต์บริการสื่อและเครือข่ายสังคมออนไลน์
  11. พึง ระลึกไว้เสมอว่าข้อมูลต่างๆ ที่ผู้ใช้งานเผยแพร่ไว้บนบริการสื่อและเครื่อข่ายสังคมออนไลน์นั้น คงอยู่ถาวร และผู้อื่นอาจเข้าถึงและเผยแพร่ข้อมูลเหล่านั้นได้
  12. ไม่ควรใช้บริการสื่อและเครือข่ายสังคมออนไลน์ในการเผยแพร่ข้อความหรือข้อมูล ที่ไม่เหมาะสมต่างๆ ซึ่งมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้อื่นโดยไม่เป็นธรรม
  13. ควรมีนโยบายในการรับเพื่อนเข้ากลุ่มที่ชัดเจน และควรประกาศข้อความปฏิเสธความรับผิดชอบที่เกี่ยวกับเนื้อหาหรือข้อความแสดง ความคิดเห็นซึ่งถูกโพสจากเพื่อนในกลุ่มที่อาจปรากฏในเว็บไซต์ประเภทโซเชีย ลเน็ตเวิร์คของคุณ
  14. หลีกเลี่ยงการลงโปรแกรมเสริมจากผู้พัฒนาอื่น (3rd Party Application) ที่ไม่ผ่านการรับประกันจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ประเภทโซเชียลเน็ตเวิร์ค เพราะไม่มีใครรับประกันได้ว่าโปรแกรมเหล่านั้นจะไม่ได้ถูกฝังโค๊ดประสงค์ ร้ายไว้เพื่อใช้ขโมยข้อมูลส่วนตัวจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของเหยื่อเป้าหมาย
  15. ติดตั้งซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส และอัพเดทฐานข้อมูลไวรัสของโปรแกรมอยู่เสมอ และควรหลีกเลี่ยงการใช้โปรแกรมที่ละเมิดลิขสิทธิ์เพราะอาจจะมีโปรแกรม ประสงค์ร้ายแฝงตัวอยู่ภายในเพื่อลักลอบ ปลอมแปลง หรือขโมยข้อมูลสำคัญของผู้ใช้งานได้

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)  “แนวปฏิบัติในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์  ,” 12 กันยายน 2555 < http://www.etda.or.th/etda_website/ mains/display/1191 > 24 เมษายน 2556.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น